Menu
  ค้นหาข้อมูล
 
 
Webmail กรมอนามัย
 
Username
Password
Intranet กรมอนามัย
 

Username

Password
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์



การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment)  ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์  ระยะเวลาที่ดำเนินการ  1 ตุลาคม 2548 - 30 กันยายน 2549 ผู้ร่วมจัดทำผลงาน        นางสาววันเพ็ญ     สุทธิโกมินทร์         ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 6 ว       นางรุ่งรัศมี            แก้วมั่น               ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ 7 วช         นางสิรินันท          ธิติทรัพย์              ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 7 ว บทคัดย่อ หลักการและเหตุผล                ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์  เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไปให้ สอดคล้องกันวิถีชุมชน  เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี  เป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาทุนทางสังคม  ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเกิดผลสำเร็จของการพัฒนา  คือ  การมีสุขภาพอนามัยที่ดีของเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯ  อันเป็นผลมาจากการมีความรู้ความเข้าใจ  จนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพตนเอง  มีมาตรการในการดำรงชีวิตที่เหมาะสม  ปฏิบัติตนเป็นปกติวิสัย  (Kreater  M  Devore  1980) และมี  พฤติกรรมสุขภาพ  เมื่อมีสุขภาพดีขึ้นย่อมนำไปสู่การทำงานที่มีศักยภาพ มากขึ้น  และลดการขาดงานจากความเจ็บป่วย  ทำให้มีวันทำงานเพิ่มขึ้น (C. Winslow  1920)               จากรายงานผลการตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ ระหว่างปี 2546-2548  พบว่า  ปัญหาสุขภาพในเจ้าหน้าที่ฯ ที่พบมากที่สุดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ได้แก่  ค่าดัชนีมวลกายเกิน   (มากกว่า 25)  คิดเป็น ร้อยละ  25-26.3   นอกจากนี้ยังพบปัญหา   ขาดการดูแลสุขภาพ ทั้งด้านการบริโภคอาหารที่ดี   คิดเป็นร้อยละ 64-70.5 และการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมกับตนเอง ร้อยละ 65.1-67  พฤติกรรมดังกล่าวหากไม่หาทางป้องกัน อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  เช่น โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  และโรคหลอดเลือดและหัวใจ ฯลฯ  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีเพื่อการคงอยู่ของการมีสุขภาพดีโดยการใช้กระบวนการเสริมพลัง  (Empowerment) ซึ่งเป็นกระบวนการส่งเสริม ให้บุคคลพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ให้เกิดความมั่นใจในตนเองที่จะดูแลสุขภาพให้ดีได้เอง เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ (Wallertein & Berntein, 1988:379-394)  ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป วัตถุประสงค์      1. เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายในเจ้าหน้าที่ฯที่มีค่าดัชนีมวลกายเกิน      2. เพื่อศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนร่างกาย  และค่าดัชนี มวลกาย ในเจ้าหน้าที่ฯลดลงหลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ วิธีการดำเนินงาน/วิธีการศึกษา/ขอบเขตงาน            การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเฉพาะเจ้าหน้าที่ของศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 สมัครใจเข้าร่วมโครงการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย  รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi  experimental research) เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร     : เจ้าหน้าที่ของศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์  ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25  กลุ่มตัวอย่าง : เจ้าหน้าที่ศูนย์ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย ขอบเขตด้านตัวแปร      1.ตัวแปรอิสระ (Independent Variables)    กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 8       2. ตัวแปรตาม (Dependent Variables)  การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวของเจ้าหน้าที่  และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย วิธีการดำเนินงาน      1. รวบรวมข้อมูลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ฯ ได้แก่  การชั่งน้ำหนัก  วัดส่วนสูง  คำนวณค่าดัชนีมวลกายวัดรอบเอว  การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหาร  และการออกกำลังกาย         2. จัดประชุมการสร้างพลัง (Empowerment) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในเจ้าหน้าที่ฯ ที่ดัชนีมวลกายเกิน        3. ประชุมกลุ่มย่อยเพื่อให้สมาชิกร่วมหาแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่สำหรับตนเอง      4. จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ  เช่น  เสวนากลุ่มปัญหาอ้วน  และกิจกรรมกินผักรักษ์สุขภาพ      5. ประเมินการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก  และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกาย  (หลัง 6 เดือน) ผลการดำเนินงาน/ผลการศึกษา             ผลการศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของ  น้ำหนักตัว  พฤติกรรมการบริโภคอาหาร  และการออกกำลังกาย  การวิเคราะห์ผลทางสถิติ ด้วยการแจกแจงความถี่   ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และใช้ สถิติ  Paired T-test  หลังการจัดกิจกรรมการเสริมพลัง (Empowerment)  เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในเจ้าหน้าที่ฯ ที่ดัชนีมวลกายเกิน  ได้แก่  การประชุม (Empowerment)  เพื่อให้ความรู้ใน การดูแลสุขภาพที่ ถูกต้อง  การใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อสร้างพลังให้เกิดความตระหนัก  ความมุ่งมั่นตั้งใจ  และสร้างทัศนคติเชิงบวกในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย,  ประชุมกลุ่มย่อยเพื่อให้สมาชิกร่วมกันวิเคราะห์  ตั้งเป้าหมาย  วางแผน  และหาแนวทางปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับตนเอง,  จัดกิจกรรมเสวนาปัญหาโรคอ้วน   ซึ่งเป็นการเล่าประสบการณ์ควบคุมน้ำหนักจากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับในการดูแลสุขภาพและรักษารูปร่าง  รวมถึงการจัดอาหารพลังงานต่ำเพื่อจำหน่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ฯ  และสนับสนุนให้มีตลาดนัดอาหารสุขภาพ  สัปดาห์ละ 2 วัน  เป็นต้น                           การศึกษานี้มีเจ้าหน้าที่กลุ่มเป้าหมาย  จำนวน 61  ราย  เป็นเพศหญิง  จำนวน  49  ราย  คิดเป็นร้อยละ  80.3   และเพศชาย  จำนวน  12  ราย  คิดเป็นร้อยละ  19.7  โดยมีอายุเฉลี่ย  41  ปี   พบว่า  เจ้าหน้าที่สามารถลดน้ำหนักตัว  เฉลี่ย  1.15  กิโลกรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (P < 0.05)  โดยสามารถลดได้มากที่สุด  คือ  3  กิโลกรัม  จำนวน  18 ราย,  น้ำหนักเท่าเดิม  จำนวน  34 ราย  และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น  จำนวน  9  ราย  คิดเป็น ร้อยละ  29.5,  55.7   และ  14.8  ตามลำดับ  ขณะที่เส้นรอบเอวคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง  และสำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร  และการออกกำลังกาย  พบว่าในระยะ 2 เดือนแรก  เจ้าหน้าที่มีการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น และต่อมาจะปฏิบัติตัวไม่สม่ำเสมอ  สาเหตุเนื่องจากขาดความหลากหลายในการเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เหมาะสม  ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่สามารถปรับพฤติกรรม การบริโภคอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ  เช่น   รับประทานอาหารครบ  3  มื้อ  โดยเฉพาะมื้อเช้า   รู้จักเลือกอาหารที่มีคุณค่าและให้พลังงานต่ำ   อาหารธรรมชาติเส้นใยสูง  สามารถค้นหาสาเหตุและวิธีป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักที่เหมาะสมให้ตนเองได้  รวมถึงมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว  เป็นต้น การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์  มีผลส่งเสริมให้มีน้ำหนักตัวลดลง และปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีให้มากขึ้น ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (P < 0.05)    การนำไปใช้ประโยชน์             1.   ได้รูปแบบการควบคุมน้ำหนักแบบมีส่วนร่วม  และเป็นแนวทางใช้สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน่วยงานอื่นๆ  ในการส่งเสริมสุขภาพการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภค  และออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสม  เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ แก่ประชาชนได้  เช่น  โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  และโรคอ้วน  เป็นต้น               2.    เกิดกลุ่มแกนนำการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพในเจ้าหน้าที่             3.    ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณค่าของชุมชน (ระดับหน่วยงาน) ตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ไม่ท้อแท้ หมดหวังกับสภาพปัญหา มีกำลังใจที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง             4.    แกนนำสุขภาพเกิดความเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่สั่งสม กระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจจะต้องทำให้ตระหนักว่าประสบการณ์สามารถถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์กับบุคคลอื่นได้ เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกร่วมกันระหว่างชุมชนที่ประสบปัญหาใกล้เคียงกัน             5.    เกิดความรู้และทักษะในการคิดอย่างมีเหตุผล เมื่อผ่านกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจ ชุมชนจะสามารถคิดวิจารณ์อย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีผลต่อการเกิดปัญหา รวมทั้งสามารถระบุโครงสร้างของปัญหา และผลกระทบในระดับมหภาคได้เท่า ๆ กับความสามารถในการวิเคราะห์ระดับจุลภาค นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดทักษะที่จำเป็นในการเข้าถึงข่าวสารข้อมูล แนวทางการปฏิบัติงาน              6.    สามารถพัฒนากลยุทธ์วิธีการปฏิบัติงาน สรรหาทรัพยากร ความรู้ และทักษะที่จำเป็นจะเกิดการเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพ  เพื่อการป้องกันโรคเรื้อรังที่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี  เช่น  โรคเบาหวาน  โรคหลอดเลือดและหัวใจ  ความดันโลหิตสูง  และโรคมะเร็ง  เป็นต้น ความยุ่งยากในการดำเนินงาน/ปัญหา/อุปสรรค             อุปสรรคการดำเนินงาน คือ ผู้ร่วมโครงการขาดความสม่ำเสมอของการทบทวนปัญหา อุปสรรคการดำเนินงาน  เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาอย่างต่อเนื่อง  และการตั้งเป้าหมายที่สามารถเกิดได้จริง  จนเกิดความรู้สึกท้อแท้  ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาโดยการจัดเสวนาผู้ที่มีปัญหาเดียวกัน   เพื่อใช้ขบวนการกลุ่มร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม ข้อเสนอแนะ/วิจารณ์  จากผลการวิจัยสามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์    ได้ดังนี้             1. รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่ได้จากการเสริมพลังในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นรูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน  ไม่ได้เน้นเพียงมิติด้านสุขภาพเพียงด้านเดียว  แต่ขอบเขตครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต   สอดคล้องกับแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพของนายแพทย์ประเวศ  วะสี (2541)  ที่กล่าวว่า  สุขภาพ หมายถึง  วิถีชีวิตทั้งมวลของมนุษย์ และจากการแนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่ว่ามนุษย์จะมีความสุขจะต้องอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเอื้อต่อสุขภาพ และการให้ผู้รับบริการด้านสุขภาพมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในทุกขั้นตอนส่งผลให้เกิดความตระหนักถึงผลกระทบจากการโรคแทรกซ้อนต่างๆ และสามารถค้นหา จัดลำดับความสำคัญของปัญหา หาสาเหตุของปัญหา ได้ของคล้องกับ วิถีการดำเนินชีวิตประจำวันได้ (อ้างถึงใน  สุรเกียรติ  อาชานานุภาพ 2541)           2. การชี้แนะด้านสุขภาพ (Advocacy) การเพิ่มความสามารถศักยภาพให้ทุกคนบรรลุศักยภาพสูงสุดด้านสุขภาพ (Enabling) การไกล่เกลี่ย (Mediating) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อประนีประนอม หาข้อตกลงร่วมกันเสริมพลังจากกระบวนการกลุ่มที่มีปัญหาและเป้าหมายร่วมกัน   การนำสิ่งใหม่ๆ หรือการกระตุ้นการรวมกลุ่ม แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพของ “ออตตาวา” ทำให้ชุมชนปรับความคิดจากเดิมที่มองว่าการส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องของสุขภาพ และสุขภาพเป็นเรื่องของการเจ็บป่วยที่ต้องพึ่งหมอพึ่งพยาบาล   มาเป็นเรื่องของการพัฒนาตนเองและชุมชน   ดังนั้น รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพในบริบทที่ชุมชนมีส่วนร่วมมุ่งเน้นพัฒนาปัจเจกบุคคล และสิ่งแวดล้อมในชุมชนสอดคล้องกับความหมายของการส่งเสริมสุขภาพ  ที่องค์การอนามัยโลกและนักวิชาการหลายท่านได้ให้คำจำกัดความไว้         3. การนำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ใช้ร่วมกับกระบวนการเสริมพลัง (Empowerment)จะต้องอาศัยเวลา  เพื่อให้ปรับตัวเกิดการเรียนรู้ทีละน้อย ๆ และต้องสอดคล้องกับความต้องการ  จนสามารถนำไปปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต  ทั้งนี้  เนื่องวัฒนธรรมสังคมไทยภาครัฐฯ เป็นผู้คิดและกำหนด กิจกรรมการพัฒนาหรือแผนการดำเนินงาน โครงการต่าง ๆ โดยภาคประชาชนเป็นรับแนวคิดและปฏิบัติตามจนเป็นนิสัย   ข้อเสนอแนะ  การส่งเสริมสุขภาพ  โดยกระบวนการเสริมพลังเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  โดยผสมผสานใช้กระบวนเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้ง  3  เทคนิค  คือ  กระบวนการวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม (PRA) การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน(FSC) และกระบวนการประชุมแบบมีส่วน ร่วมอย่างสร้างสรรค์ (AIC)  ทำให้ชุมชน  หรือผู้มีปัญหาสุขภาพเรื่องเดียวกัน  สามารถวิเคราะห์ปัญหา  ทบทวนสถานการณ์ในอดีต   เชื่อมโยงถึงปัจจุบัน  กำหนดแนวทางการแก้ปัญหา  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต   รวมทั้งการพึ่งตนเองในการดูแลสุขภาพ  สามารถประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น ๆ   เพื่อขยายผลการสร้างพลังการมีส่วนร่วมในด้านสุขภาพ           
ข่าว/บทความยอดนิยม ข่าว/บทความที่คะแนนโหวตสูงสุด ข่าว/บทความล่าสุด
การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment)
การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยนัด แผนกตรวจโรคเด็ก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่8
ความพึงพอใจของผู้มารับบริการคลอดต่อการพยาบาลงานห้องคลอด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์
โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกกำลังกาย ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดสู่ภาคีเครือข่ายในเขต 8
แนวทางการให้คำแนะนำปรึกษาด้านยาต้านไวรัส
การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment)
ผลการศึกษาการสนับสนุนให้สามี/ญาติเข้าเยี่ยมในระยะคลอดช่วยลดอุบัติการณ์การทำสูติศาสตร์
การศึกษาสถานการณ์และการดำเนินงานตลาดประเภทที่ 2 ในเขตเทศบาล
แนวทางการให้คำแนะนำปรึกษาด้านยาต้านไวรัส
โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกกำลังกาย ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดสู่ภาคีเครือข่ายในเขต 8
บทคัดย่อ การศึกษาผลของการใช้ดนตรีต่อการลดความเจ็บปวดในระยะที่หนึ่งของการคลอด
บทคัดย่อ การเปรียบเทียบผลการสอนเทคนิคการลูบหน้าท้องคลายความเจ็บปวด
การศึกษาทัศนคติ ความเชื่อมั่น และการนำหลัก 5A ถนนปชต ไปใช้ในการส่งเสริมการเลิกบุหรี่ในงานประจำ ของแกนนำโครงการบ้านปลอดบุหรี่ ศูนย์อนามัยที่ 8
ฐานข้อมูลงานวิชาการของศูนย์อนามัยที่ 8 ตั้งแต่ปี 2549
บทคัดย่อ เรื่องประสิทธิผลของการเตรียมความพร้อมก่อนบล็อกหลังเพื่อรับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
จำนวนคนอ่าน 5854 คน จำนวนคนโหวต 17 คน

  จำนวนคนโหวต 17 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

  ระดับ 

  ให้ 1 คะแนน
0%
  ให้ 2 คะแนน
0%
  ให้ 3 คะแนน
0%
  ให้ 4 คะแนน
 
18%
  ให้ 5 คะแนน
 
82%
  link ภายในเว็บ
 
 

ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 
เลขที่ 
157 ม.1 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000  โทร 0-5625-5451, 0-5632-5093-5 แฟกส์ 0-5625-5403